วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

ร่างประมวลข้อบังคับอาคาร (Building Code) สำหรับประเทศไทย

ความหมายของ Building Code
หากพิจารณาความหมายของ “Building Code” จะพบว่าเป็นการรวม 2 คำเข้าด้วยกัน คำแรก คือ “Building” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “อาคาร” ไว้อย่างชัดเจนว่า หมายถึงตึก บ้าน เรือน โรง ร้าน แพ คลังสินค้า สำนักงาน และสิ่งก่อสร้างขึ้นอย่างอื่น ซึ่งบุคคลเข้าอยู่ หรือ ใช้สอยได้ รวมถึงโครงสร้างอื่น เช่น เขื่อน สะพาน หรือ ป้าย เป็นต้น สำหรับคำหลังหรือ “Code” นั้นตามพจนานุกรมแปลได้ว่า “ประมวล หรือหนังสือที่รวบรวมสิ่งซึ่งเป็นประเภทเดียวกัน ”
ดังนั้น ความหมายของ Buildind Code จึงน่าจะเทียบเคียงได้กับการรวบรวมข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคารไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์ มีเนื้อหาเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เพื่อความสะดวกต่อการปฏิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับคำนิยามของ Building Code ฉบับนานาชาติของเวบสเตอร์ที่หมายถึง ข้อบังคับของการดำเนินการและมาตรฐานของวัสดุที่สำคัญสำหรับผู้ใช้ในการก่อสร้างอาคารที่ได้ รวบรวมขึ้นเพื่อให้เป็นรูปแบบเดียวกัน และ สร้างความปลอดภัยผาสุกให้แก่สาธารณะป็นสัญโดยปกติหน่วยงานของรัฐเป็นผู้บัญญัติ Building Code เพื่อให้มีผลบังคับตามกฎหมาย
ซึ่งสำหรับประเทศไทยใช้คำว่า “ประมวลข้อบังคับอาคาร” ซึ่งหมายถึง ข้อบังคับด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมที่จัดทำและรวบรวมขึ้นอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เป็นมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับควบคุมให้การออกแบบ การก่อสร้าง และการใช้งานอาคารมีความปลอดภัย ถูกสุขอนามัย และก่อให้เกิดสวัสดิภาพแก่ผู้ใช้อาคารและสาธารณชน ซึ่งการจัดทำประมวลข้อบังคับอาคารจะเป็นการสอดรับกับระบบควบคุมอาคาร

ประมวลข้อบังคับอาคาร Building Code ฉบับแรกของโลก
ถ้าย้อนกลับไปถึงการเริ่มออกข้อบังคับอาคาร Building Code ฉบับแรกนั้น มีการบังคับใช้กันมากว่า 1,700 ปี ก่อนสมันคลิสตกาลมาแล้ว ในสมัยกษัตริย์ ฮัมมูราบี แห่งเมโสโปเตเมีย ซึ่งประกอบด้วยข้อบัญญัติและบทลงโทษ จำนวน 282 ข้อ ซึ่งมีไว้เพื่อควบคุมดุแลความสงบเรียบร้อย และภายในข้อบังคับนี้ ยังมีการบัญญัติในเรื่องของบทลงโทษในส่วนของการก่อสร้างอาคาร เพื่อให้เกิดความปลอดภัย จึงอาจถือได้ว่า ข้อบังคับ ฮัมมูราบี เป็น Building Code ฉบับแรกของโลกก็ว่าได้

ความเหมือนที่แตกต่างของ Building Code และมาตรฐาน (Standard)
Building Code และมาตรฐาน (Standard) มีความใกล้ชิดกันมากจนชนิดที่ว่าแทบจะแยกไม่ออก ดังที่กล่อางมาข้างต้นว่า Building Code เป้นข้อบังคับที่ผู้เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง และใช้อาคารจะยึดถือปฎิบัติ เพื่อการออกแบบและก่อสร้างที่มีความปลอดภัย โดยหน่วยงานของรัฐจะเป็นผู้บัญัติขึ้นมาเพื่อให้มีผลบังคับตามกฎหมาย ส่วนมาตรฐาน(Standard) นั้นสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้ให้ความหมายไว้อย่างชัดเจนว่า “เป็นเอกสารที่ได้จัดทำขึ้นจากการเห็ยพ้องต้องกันและได้รับความเห็นชอบจากองค์กรอันเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป เอกสารดังกล่าวจะวางระเบียบแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้เป็นหลักเกณฑ์ใช้กันทั่วไปจนเป็นปกติวิสัยเพื่อก่อให้เกิดความปลอดภัยแก่สาธารณะ”

Building Code ของประเทศไทย
หากพิจารณาตามความหมายและข้อบังคับแล้ว สิ่งที่ใกล้เคีงกับ Building Code มากที่สุดในขณะนี้คือ กฎกระทรวงที่ออกตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 รวมถึงกฎกรทรวงหรือประกาศที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างที่ออกตามความใน พ.ร.บ.การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 เป็นต้น
กรมโยธาธิการและผังเมืองซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการออกกฎข้อบังคับต่างๆในการก่อสร้างไดเล็งเห็นถึงความสำคัญของ Building Code และเห็นว่าเป็นมาตรการหนึ่งที่สามารถแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการ่อสร้างได้ จึงมีการเสนอให้จัดทำ Building Code และได้ตั้งชื่อ Building Code เบื้องต้นว่า
“ประมวลข้อบังคับอาคาร”
จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าการที่จะทำเนื้อหาของประมวลข้อบังคับอาคารให้มีความสมบูรณ์ครบถ้วนจับเป็นต้องอาศัยมาตรฐานในการก่อสร้างเป็นจำนวนมากแต่ประเทศไทยยังขาดแคลนมาตรฐานดังกล่าวอยู่ ดังนั้น กรมโยธาธิการและผังเมืองได้จัดทำมาตรฐานของกรมโยธาธิการและผังเมืองขึ้น โดยได้นำมาตรฐานของกรมโยธาธิการและผังเมือง(เดิม) มาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับปัจจุบันและมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ ประมลข้อบังคับอาคารมีเนื้อหาสมบูรณ์

ซึ่งในปัจจุบันได้มีร่างประมวลข้อบังคับอาคาร ออกมาให้เห็นกันบางส่วนแล้ว และยังมีการทำประชาพิจารย์ในโครงการย่อยอื่นๆอยู่ ซึ่ง จะต้องใช้เวลาการทำประชาพิจาร และเสนอความเห็น กันอีกเป็นปี ดังนั้นจึงขอนำมาเผยแพร่ ในส่วนของโครงการย่อย ที่เผยแพร่สู่สาธารณะชนแล้ว มีดังต่อไปนี้

อ้างอิง
http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=1C295D1AC3D4[9H5RNJ[O8SWWG2MGP


โครงการพัฒนาปรับปรุงและจัดทำประมวลข้อบังคับอาคารของประเทศไทย (Building Code) ฉบับที่ 2 เรื่อง ด้านน้ำหนักบรรทุกที่กระทำต่ออาคาร

วัตถุประสงค์
1.1 เนื้อหาในส่วนนี้เกี่ยวข้องกับขนาดของน้ำหนักบรรทุกขั้นต่ำที่ใช้ในการคำนวณออกแบบอาคารและส่วนประกอบต่างๆ ของอาคาร ได้แก่ การรวมน้ำหนักบรรทุก น้ำหนักบรรทุกคงที่ น้ำหนักบรรทุกจรแรงกระแทก การปรับลดค่าน้ำหนักบรรทุกจร แรงเนื่องจากสภาพแวดล้อมอันได้แก่แรงแผ่นดินไหวและแรงดันดินด้านข้าง และแรงประเภทอื่นๆ ที่กระทำต่ออาคาร
1.2 เมื่ออาคารและส่วนประกอบต่างๆ ของอาคารต้องรับแรงประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากที่แสดงไว้ในส่วนนี้ ผู้คำนวณออกแบบต้องเป็นผู้รับผิดชอบจัดหาข้อมูล หรือกำหนดวิธีการคำนวณแรงดังกล่าวโดยข้อมูล รวมทั้งวิธีการที่ใช้ ต้องมาจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และได้รับความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น
1.3 อาคารและส่วนประกอบต่างๆ ของอาคารย่อมต้องมีความแข็งแรงเพียงพอที่จะรับน้ำหนักบรรทุกที่เกิดขึ้นโดยไม่มีส่วนใดของอาคารได้รับความเสียหาย หรือเกินกำลังตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับด้านวิศวกรรม

รายละเอียด

การรวมน้ำหนักบรรทุก บอกถึงวิธีการรวมน้ำหนักบรรทุกซึ่งมีอยู่ 2วิธีคือ
-วิธีคูณความต้านทานและน้ำหนัก
-วิธีหน่วยแรงใช้งาน
น้ำหนักบรรทุกคงที่ บอกถึงวิธีการคำนวณน้ำหนักบรรทุกคงที่
น้ำหนักบรรทุกจร บอกถึงวิธีการคำนวณและการกำหนดน้ำหนักบรรทุกจรขั้นต่ำ
แรงลม บอกถึงวิธีการคำนวณแรงลมที่มีผลต่ออาคาร
แรงแผ่นดินไหว บอกวิธีการคำนวณแรงแผ่นดินไหวและแนวทางการออกแบบ
- ความแข็งแรงและความเหนียวของอาคาร
-แผ่นดินไหวสำหรับการออกแบบอาคาร
- วิธีการออกแบบ
แรงดันดินด้านข้าง อธิบายการคำนวณแรงดันด้านข้าง
แรงจากของเหลว บอกถึงวิธีการคำนวณแรงดันจากของเหลว
แรงจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ บอกถึงวิธีการคำนวณแรงจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ

อ้างอิง
http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=1C295D0295BNP7RV9IDPFV8[3R82W3

โครงการพัฒนาปรับปรุงและจัดทำประมวลข้อบังคับอาคารของประเทศไทย(BuildingCode) ฉบับที่ 4 เรื่อง ข้อบังคับคุณสมบัติด้านอัคคีภัยของวัสดุ และผลิตภัณฑ์

วัตถุประสงค์
ประมวลข้อบังคับอาคารนี้จัดทำเพื่อให้ข้อบังคับและมาตรฐานที่เกี่ยวกับการกำหนดคุณสมบัติด้านอัคคีภัยของวัสดุและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ด้านการออกแบบ ติดตั้ง การทดสอบ สามารถเลือกใช้วัสดุในงานก่อสร้างและการใช้อาคารทุกประเภทและทุกพื้นที่ในประเทศให้ได้มาตรฐานเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

รายละเอียด

หมวดที่ 1 ข้อกำหนดคุณสมบัติด้านอัคคีภัยของวัสดุและผลิตภัณฑ์ด้านการลุกไหม้ การทนไฟการลามไฟ
- การควบคุมการใช้งานวัสดุภายในอาคาร
- การออกแบบติดตั้งชิ้นส่วนโครงสร้างและส่วนประกอบอาคารทนไฟ
- การออกแบบติดตั้งวัสดุและอุปกรณ์ป้องกันการลามไฟ

หมวดที่ 2
ข้อกำหนดคุณสมบัติด้านอัคคีภัยของวัสดุและผลิตภัณฑ์ ด้านระบบประกอบอาคาร
- การออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์ระบบประกอบอาคาร – เส้นทางหนีไฟ
- การออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์ระบบดับเพลิง
- การออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้
- การออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์ระบบควบคุมควัน

อ้างอิง
http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=1C295D02C52RPYYH2GZO1QPR91NW3X"

โครงการพัฒนาปรับปรุงและจัดทำประมวลข้อบังคับอาคารของประเทศไทย(BuildingCode) ฉบับที่ 5 เรื่อง ร่างประมวลข้อบังคับอาคารด้านการปฏิบัติการหลังการออกแบบ

วัตถุประสงค์
ประมวลข้อบังคับฉบับนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นมาตรฐานในการออกแบบและการก่อสร้างส่วนต่างๆของอาคาร

รายละเอียด
ร่างประมวลข้อบังคับฉบับนี้จะแบ่งออกเป็นฉบับย่อยๆได้ดังนี้
- ร่างประมวลข้อบังคับอาคารด้านการปฏิบัติการหลังการออกแบบ (แบบหล่องานคอนกรีต - Formwork for Concrete)
- ร่างประมวลข้อบังคับอาคารด้านการปฏิบัติการหลังการออกแบบ (มาตรฐานเสาเข็มเจาะ)
- ร่างประมวลข้อบังคับอาคารด้านการปฏิบัติการหลังการออกแบบ (มาตรฐานลิฟต์ชั่วคราวในงานก่อสร้าง)
- ร่างประมวลข้อบังคับอาคารด้านการปฏิบัติการหลังการออกแบบ (มาตรฐานการบำรุงรักษาอุปกรณ์ประกอบของอาคาร)
- ร่างประมวลข้อบังคับอาคารด้านการปฏิบัติการหลังการออกแบบ (มาตรฐานงานรื้อถอนทางวิศวกรรม)
- ร่างประมวลข้อบังคับอาคารด้านการปฏิบัติการหลังการออกแบบ (มาตรฐานความปลอดภัยขณะก่อสร้าง)
- ร่างประมวลข้อบังคับอาคารด้านการปฏิบัติการหลังการออกแบบ (มาตรฐานการป้องกันอาคารข้างเคียงจากการตอกเสาเข็ม)
- ร่างประมวลข้อบังคับอาคารด้านการปฏิบัติการหลังการออกแบบ (มาตรฐานการประเมินกำลังสำหรับอาคารคอนกรีตเสริม
เหล็ก)

อ้างอิง
http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=1C295D03B757IXIOYEJU29LKSN[GSX

โครงการ พัฒนาปรับปรุงและจัดทำประมวลข้อบังคับอาคารของประเทศไทย (Building Code) ฉบับที่ 6 เรื่อง ข้อบังคับในการก่อสร้างอาคารที่มีลักษณะ พิเศษและบ้านพักอาศัย

วัตถุประสงค์


เนื่องจากอาคารบ้านพักอาศัย เป็นอาคารทั่วไป ที่ประชาชนสามารถใช้ความรู้ความสามารถและทักษะทางช่างในการก่อสร้างได้ โดยที่อาคารไม่เข้าข่ายวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินความมั่นคงแข็งแรง สุขอนามัยและ
สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยจากอัคคีภัย จึงต้องมีการกำหนดมาตรฐานองค์ประกอบอาคาร
การก่อสร้างและวัสดุอาคาร เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายควบคุมอาคาร
โดยมาตรฐานขั้นต่ำที่คุ้มค่า ประหยัด ไม่เป็นภาระแก่เจ้าของอาคารเกินความจำเป็นในลักษณะ
ที่ใช้บังคับกับอาคารขนาดใหญ่

รายละเอียด
ร่างประมวลข้อบังคับฉบับนี้จะแบ่งออกเป็น2ฉบับได้ดังนี้

ร่างประมวลข้อบังคับเกี่ยวกับบ้านพักอาศัย
1.ข้อกำหนด การอนุญาตอาคารบ้านพักอาศัย
2.ข้อกำหนดการขออนุญาติอาคารบ้านพักอาศัย
3.ข้อกำหนดแผนการก่อสร้างอาคาร
4.ข้อกำหนดเกี่ยวกับงานและวัสดุโครงสร้าง
5.ข้อกำหนดองคประกอบอาคารบ้านพักอาศัย
6.ข้อกำหนดระบบท่อและสุขาภิบาล
7.ข้อกำหนดระบบเครื่องกล (ปรับอากาศ)
8. ข้อกำหนดระบบไฟฟ้า

ร่างประมวลข้อบังคับเกี่ยวกับอาคารลักษณะพิเศษ
1.โครงสร้างแผ่นบาง
2.โครงสร้างที่ใช้เคเบิล
3.การก่อสร้างหอหรือโครงถักสูง
4.โครงสร้างชั่วคราว
5.โครงสร้างชายฝั่งทะเล
6.โครงสร้างคอนกรีตอัดแรง
7.ป้าย
8.โรงมหรสพ
9.ทางเดินเชื่อมระหว่างอาคาร
10.สระว่ายน้ำ
11.การก่อสร้างอาคารลักษณะพิเศษที่ไม่ได้ระบุไว้ในประมวลข้อบังคับอาคาร

อ้างอิง
http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=1C295D14E596S3YWQ3AUZRCRI7N53O

โครงการ พัฒนาปรับปรุงและจัดทำประมวลข้อบังคับอาคารของประเทศไทย (Building Code) ฉบับที่ 7 เรื่อง ข้อบังคับเกี่ยวกับการออกแบบตามสมรรถนะ

วัตถุประสงค์

ประมวลข้อบังคับการออกแบบอาคารของประเทศไทยในปัจจุบันเป็นข้อบังคับลักษณะการดำเนินการ (Prescriptive) ซึ่งได้กำหนดวิธีการดำเนินการในแต่ละปัญหา และรายละเอียด เพื่อความสะดวกในการออกแบบ ตรวจสอบ และกำกับดูแล อย่างไรก็ดีประมวลข้อบังคับดังกล่าวไม่สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์และวัสดุสำหรับการก่อสร้างอาคาร หรือกาคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ในปัจจุบันมีประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาออสเตรเลียแคนาดา อังกฤษ และนิวซีแลนด์ได้ปรับเปลี่ยนข้อกำหนดจากเดิมในลักษณะการดำเนินการ มาเป็นข้อกำหนดตามสมรรถนะ ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่เน้นผลลัพธ์ปลายทาง เพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ของผู้ใช้อาคาร หรือผู้อยู่อาศัย โดยเน้นความปลอดภัยต่อชีวิต และทรัพย์สิน ความสะดวกสบาย มีสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อมที่ดีและประหยัดพลังงาน ซึ่งมีแนวโน้มว่าประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาหลายประเทศกำลังปรับเปลี่ยนข้อบังคับการออกแบบอาคารมาเป็นลักษณะการออกแบบตามสมรรถนะ

รายละเอียด

ประมวลข้อบังคับอาคารตามสมรรถนะในต่างประเทศ
- ประเทศอังกฤษ
- ประเทศออสเตรเลีย
- ประเทศแคนาดา
องค์ประกอบของประมวลข้อบังคับการออกแบบอาคารตามสมรรถนะ
- โครงสร้างของประมวลข้อบังคับอาคารตามสมรรถนะ
- การตรวจประเมินสมรรถนะของวัสดุและผลิตภัณฑ์
ทิศทางของประมวลข้อบังคับการออกแบบในประเทศไทย
- รูปแบบข้อบังคับ
- เกณฑ์การจัดการทั่วไป
- การเปรียบเทียบประมวลข้อบังคับอาคารปัจจุบันและประมวลข้อบังคับอาคารตาม
สมรรถนะ
- ผลของการเปลี่ยนเป็นประมวลข้อบังคับอาคารตามสมรรถนะและมาตรการรองรับ

อ้างอิง
http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=1C295D152FXI1RGIKWHTN9ZK9AVCCN

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ทริป “เก้าวันสี่พันรูป”วันที่๙


วันที่๙(1/08/2553)
            ตื่นมาด้วยหน้าตาสดชื่นเพราะวันนี้จะได้กลับบ้านแล้วหลังค่อนข้างเหนื่อยกับการเดินทางในทริปนี้วันนี้เราจะแวะที่ พิษณุโลก ก่อนจะกลับกรุงเทพ ขึ้นรถไปก็หลับเหมือนเดิมวันนี้ได้หลับยาวหน่อยเพราะเดินทางนานจนถึงจุดแรกที่เราแวะก็ลงไปถ่ายรูป

วัดราชบูรณะ
                เป็นวัดที่วิหารยังคงการวางผังของเจดีย์แบบดั้งเดิมซึ่งอยู่ด้านหลังของตัววิหาร เมื่อมาถึงที่พิษณุโลกการก่ออิฐโชว์แนวเราก็ไม่ได้เห็นอีกแล้วกลายเป็นวัดที่ฉาบปูนเรียบ แต่โครงสร้างของวิหารจะเป็นเสาคานและถ่ายน้ำหนักปลายชายคามีผนังรับน้ำหนักโดยรอบทำให้รูปทรงของหลังคาป้านออกไปเพื่อถ่ายแรงถีบจากด้านบนซึ่งสถาปัตยกรรมแต่ดั้งเดิมนั้นได้รับอืธิพลมาจากสุทัย โดยเจดีย์ของวัดราชบูรณะนั้นก็จะยังเป็นแบบเรียงอิฐโชว์แนวอยู่ วัดนี้ได้มีการปรับปรุงในสมัย รัชกาลที่๔ อีกด้วยจึงได้มีส่วนเก็บของเก่าสมัยรัชกาลที่๔อยู่ในวิหารด้วย



วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.พิษณุโลก
                ซึ่งเป็นวัดที่มีพระพุทธชินราชประดิษฐานอยู่เป็นสถาปัตยกรรมแบบสุโขทัย แต่ว่าด้วยกาลเวลาที่ล่วงเลยมานานก้ได้บูรณะจนเหลือไว้แค่รูปทรงของตัวอาคาร หลังคา และการวางผัง เท่านั้นที่แสดงออกว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบสุโขทัย ที่ประดิษฐานพระพุทธชินราชจะมีพระปรางค์หลวงตั้งอยู่ด้านหลัง อยู่ระหว่างวิหารอีกสองด้านโดยมีวิหารคดเชื่อมต่อจากวิหารหลวงล้อมรอบพื้นที่เอาไว้ อ.ไก่ (สน.) เล่าว่าที่จริงแล้ววิหารคตที่ล้อมรอบสร้างพื้นที่ปิดล้อมนั้นถ้าไม่ได้มองจากมุมสูงจะรู้สึกเหมือนเป็นจตุรัส แต่ จริงๆแล้วมันเป็นสี่เหลี่มผืนผ้า เป็นแยบยลของการวางผังของคนสมัยโบราณ ตามระเบียงคตก็จะมีพระพุทธรูปเรียงรายอยู่เต็มไปหมดโดยหันหน้าออกไปยังทางเดินแตกต่างกันออกไป
            โดยรวมๆแล้ววัดนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบสุโขทัยที่ยังมีชีวิตจับต้องและมองเห็นได้ไม่ต้องเดาจากซากประหรักหักพังเหมือนการเฉลยข้อสงสัยและข้อสันนิษฐานทั้งหมดที่ได้พบเห็นมาจาก ๘ วันที่แล้ว คณะทัวร์พักกินข้าวเย็นที่นี่ และ ก็เดินทางกลับกรุงเทพ โดยไม่แวะถ่ายรูปที่ไหนๆอีกแล้วเป็นการปิดฉากทริปที่ทรหดดุเด็ดเผ็ดมัน หลากรสชาติ ได้อย่างน่าอัศจรรย์




การเดินทางก็สิ้นสุดเพียงที่นี้                  สิ่งดีดีที่ได้รับนั้นมากโข


ไปดูวัดไปดูพระซะใหญ่โต                    ร้องโอ้โหตะลึงความงดงาม




สถาปัตยกรรมแบบพื้นถิ่น                      ปั้นจากดินสร้างจากหินทำจากไม้


บ้างแตกหักยับแยกพังทลาย                   แฝงความหมายความงดงามตามเวลา





ออกศึกษาหาความกระจ่างชัด                ตามบัญญัติวิถีไทยแต่นานหนา


ดูให้รู้ความฉลาดแต่นานมา                    ของชนชาวล้านนาสุโขทัย





พอขึ้นรถนิ่งเป็นหลับขยับแดก              พอให้แยกย้ายกันเราก็หลง


ตื่นขึ้นมาก็ทำหน้าตามึนงง                     อ้าวๆ ลง ไปถ่ายรูปอย่าอู้กัน




                                                      แม้อ่อนล้าอ่อนเพลียจากการทัวร์            หัวเราะรั่วฮาเฮกับเพื่อนผอง


                                                     เที่ยวบวกเรียนแล่นไปตามครรลอง      “น้ำมนต์ร้อง จับจู๋สนุกจริง 


 เรื่อง/ภาพ นาย ทรงพล พัฒนพูนทอง 49020137












ทริป “เก้าวันสี่พันรูป”วันที่๘

วันที่๘(31/07/2553)


                วันนนี้ตื่นมาแบบง่วงๆงงๆอีกแล้วเพราะเมื่อวานไปเล่นเกมจนดึกกลับมาก็ตี ๒ มีข่าวแว่วๆมาว่าวันนี้ต้องซื้อมื้อเที่ยงไปกินอีกแล้ว เมื่อทำธุระส่วนตัวเสร็จก็ลงไปกินมื้อเช้าและซื้อมื้อเที่ยง ขึ้นรถก็หลับ จุดหมายปลายทางแรกของเราวันนี้ก็คือที่บ้าน อ.ตี๋

บ้าน .ตี๋
                เป็นบ้านไม้แบบเก่าที่ไม่เก่าบรรยากาศภายในบ้านัดได้หน้าอยู่และเย็นสบายมากทั้งๆที่ข้างนอกร้อนมากๆ หลังจะเป็นสวนที่มีการจัด Landscape ให้สนามหญ้าอยู่ตรงกลาง และทางเดินอยู่รอบๆเป็นการสร้างพื้นที่ปิดล้อมโดยใช้ circulation หลังจากนั่งเล่นบ้าน .ตี๋ ซักพักก็ออกไปถ่ายรูปในชุมชน ซึ่ง ในสมัยก่อนชุมชนแถบนี้เป็นชุมชนของคนจีนจึงร้านค้ามากมาย ซึ่งตลอดสองข้างทางของถนนส่วนใหญ่จะเป็นตึกแถวไม้เรียงรายกันเต็มทั้ง ๒ ฝั่ง แสดงถึงวิถีชีวิตในแบบชุมชนโบราณให้บรรยากาศของชุมชนที่เก่าแก่เมื่อเดินไปจนสุดเลี้ยวไปทางขวาข้ามสะพานไปก็จะพบกับชุมชนอีกชุมชนหนึ่งที่อยู่ริมน้ำชื่อว่า ชมชุนเกาะกง ลักษณะของบ้านจแตกต่างที่เดินผ่านมาในตอนแรก บเนจะยกใต้ถุนสูงมากๆเพื่อหนีน้ำขึ้นน้ำลง มีสะพานไม้เชื่อมต่ทั้ง ๒ ฝั่ง บ้านส่นใหญ่จะมี terace นั่งเล่นอยู่บริเวณด้านหน้าซึ่งเปิดโล่งและใช้รับแขกได้ด้วยให้บรรยากาศแบบชาวบ้านๆซึ่งดูอบอุ่นและนิ่มนวลไม่เหมือนกับคอนกรีตที่ดูแข็งๆเป็นบรรยากาศที่หาได้ยากจริงๆ เมื่อเดินถ่ายกันจนเหื่อยแล้วก็เดินกลับมาที่บ้าน อ.ตี๋เพื่อมากินมื้อเที่ยงซึ่ง กินฟรีเพราะว่าทางบ้าน .ตี๋ เลี้ยงจึงทำให้กับข้าวมื้อเที่ยงที่ซื้อมาไม่มีความหมายและจะซื้อมาทำไมก็ไม่ทราบ ข่าวลือนี่เชื่อไม่ค่อยได้จริงๆ


สนามบินสุโขทัย
                พอมาถึงก็ตกใจมากไม่น่าเชื่อว่าสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นจะเอามาทำสนามบินได้ ซึ่งเป้นสนามบินไม่กี่แห่งในโลกที่ไม่มีการปรับอากาศในตัวอาคารผู้โดยสาร โดยเจ้าหน้าที่ที่สนามบินบอกว่าจะมีน้ำหยดลงมาจากหลังคาเพื่อลดความร้อนด้วย ตัวอาคารสนามบินใช้ระเบียบมาจากสถาปัตยกรรมสุโขทัยไม่ว่าจะเป็นช่องเปิดแนวตั้ง texture การเรียงอิฐ แสดงถึงเอกลักษณ์ความเห็นสุโขทัย และมีการจัด Landscape เป็นลายผ้าถ้ามองลงมาจากเครื องบินถึงจะเห็น เป็นการจัด Landscape ที่ไม่ค่อยสัมพันธ์กับผู้ใช้อาคารเท่าไหร่ รอบๆบริเวณสนามบินก็จะมีสระน้ำอยู่เป็นระยะๆเพื่อที่พัดความชื้นเข้าสู่ตัวอาคาร

โรงแรมสนามบินสุโขทัย
                เป็นโรงแรมที่มีสถาปัตยกรรมแบบสมัยใหม่ที่นำสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเข้ามาสอดแทรกได้อย่างลงตัว อย่างการเจาะช่องเปิดแนวตั้ง Texture การเรียงอิฐ และ รูปปั้นช้างที่ได้รับอิทธิพลมาจากวัดช้างล้อม เมื่อเข้าไปจะเป็นโถงต้อนรับนักท่องเที่ยวและเมื่อออกไปก็จะพบกับสระน้ำขนาดใหญ่การวางผังก็คือจะให้สระน้ำอยู่ตรงกลางและฟังชั่นอื่นๆก็จะอยู่รอบๆสระน้ำ ซึ่งสระน้ำนี้จะเชื่อมแมสนำสายตาไปสู่สระว่ายน้ำด้านข้างได้ด้วย การวางผังจัด circulation โดยไม่ให้เข้าทางด้านหน้าโดยตรงแต่จะให้เดินอ้อมเข้าทางด้านข้างทำให้มีลีลาในการเข้าถึงเหมือนที่วัดนางพญา ตัวอาคารทั้งหมดและการตกแต่งก็จะเป็นสไตล์พื้นถิ่นบวกกัยวัสดุสมัยใหม่ ให้ความรู้สึกแบบ Modern พื้นถิ่น หลังจากนั้นทางคณะทัวร์ก็ออกจากโรงแรม ไปถ่ายรูปบ้านตามหมู่บ้านและกลับที่พักซึ่งพรุ่งนี้เราก็จะ check out กลับกรุงเทพแล้ว

ทริป “เก้าวันสี่พันรูป”วันที่๗

วันที่๗(30/07/2553)

วันที่๗
วันนี้ตื่นมาด้วยความง่วงมากนั่งเล่นเกมส์กับเพื่อนถึงตี ๔ ตื่นมาเข้าห้องน้ำไปหาอะไรกินแล้วก็ซื้อมื้อเที่ยงอีกเล่นเคยซึ่งวันนี้เป้าหมายของคณะทัวร์คือ ไป อุทยานประวัติศาสตร์ที่ อ.ศรีสัชนาลัย ขึ้นรถตีตั๋วนอนพร้อมลุย!

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรวิหาร
ทางเข้าวัดต้องเดินข้ามสะพานแขวนเข้าไปที่ให้หวาดเสียวปนสนุกในขณะเดินทางไปวัด เจดีย์เป็นเจดีย์แบบพระปรางค์วัดศรีสวายซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากขอม และ มีบันไดเดินขึ้นไป

กำแพงทางเดินโดยรอบจะเอาศิลาแลงมาวางทั้งท่อนคล้ายๆกับเสา มีการเจาะช่งหน้าต่างเป็นช่องตั้ง มีเสาเล็กๆวางอยู่ตามขอบกำแพงด้านสันนิษฐานว่าเป็นเสาประทีป ใช้จุดประทีปตอนกลางคืน หัวเสาจะเป็นลายปั้นปูนที่งดงาม มีการวางแกนอาคารแบบสมมาตร ตัววิหารหน้าพระปรางมีการเล่นเส้นตั้งของเสาล้อกับตัวพระปรางค์ด้านหลังแล้วเอาPlane พระพุทธรูปมาเบรกตัวพระปรางค์ไว้ทำให้บังทางบันไดทางขึ้นให้และทำให้ตัวพระปรางค์ด้านหลังดูไม่สูงจนเกินไป มีการเล่นเส้นสายของกำแพงศิลาแลงให้นำสายตาพุ่งเข้าไปยังพระพุทธรูป และยังมีการเจาะช่องเปิดเป็นเส้นตั้งตัดกับเส้นนอนของศิลาแลงและการเรียงอิฐ ช่วยเบรกให้ Mass ดูมีความหลากหลายมากขึ้น


วัดโคกสิงคาราม
ภายในวัดจะประกอบด้วยเจดีย์ทรงระฆัง ๓ องค์ ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน ด้านหน้าเจดีย์เป็นวิหาร ถัดจากวิหารออกมาเป็นโบสถ์ ภายในโบสถ์มีเจดีย์ทรงระฆังด้านหน้ารทำเป็นซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูป รอบๆ เจดีย์ประธานล้อมรอบด้วยเจดีย์ก่อด้วยศิลาแลง ๔ องค์
จากรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ปรากฏพบว่าที่เจดีย์องค์ประธานด้านหลังนั้นเป็นการก่อสร้างเพิ่มเติมในสมัยต่อมา เดิมทีมีเพียง๒องค์ส่วนตัวโบสถ์มีเจดีย์ทรงระฆังในอาคารนั้นพบเพียงแห่งเดียวในเมืองศรีสัชนาลัยโดยทั่วไปแล้วเจดีย์จะอยู่ภายนอกอาคาร



วัดกุฎีราย
วัดกุฎีรายประกอบด้วยมณฑป ๒ หลังใหญ่ตั้งอยู่ติดริมถนนเป็นอาคารก่อด้วยศิลาแลงทั้งหลัง ตั้งแต่ส่วนฐานรากถึงหลังคา ซึ่งใช้ศิลาแลงก่อเหลื่อมเข้าหากันป็นทรงจั่วเหลี่ยมเลียนหลังคาเครื่องไม้มุงด้วยกระเบื้อง ภายในเป็นซุ้มอาคารฐานศิลาแลง ๕ ห้องมีมุขหน้ายื่นออกมาซึ่งดูแล้วไม่เหมือนกับวัดอื่นๆที่ผ่านๆมา



ศูนย์ศึกษาอนุรักษ์สังคโลก
เมื่อดูจากภายนอกแล้วจะเห็นได้ว่มีการใช้วัสดุที่เป็นเอกลักษณ์ของสุโขทัยก็คือ อิฐ โชว์แนวไม่ฉาบปูนเมื่อเข้าไปก็จะพบกับส่วนจัดแสดงวัตถุโบราณ และเมื่อเดินผ่านห้องนี้ไปก็จะไปสู่ห้องที่แสดงเตาสังคโลกสมัยโบราณซึ่งอยู่ใต้ดินในห้องมีการใช้โครงสร้างพาดช่อวงกว้างโดยใช้การถ่ายน้ำหนักของ truss และ การเดินชมภายในห้องนี้ก็จะมีการดึงระเบียงมาใช้ร่วมกับ Landscape ให้สัมพันธ์กับ Space ภายใน คือมีการเดินเข้าๆ ออกๆ ของตัวอาคาร เพื่อดึง Space ภายนอกมาใช้อยู่เรื่อยๆ และที่นี่ก็ยังมีช่องเปิดแบบซี่เล็กๆให้เห็นอยู่โดยรวมแล้วจะเป็นอาคารสมัยใหม่ที่ดึงเอกลักษณ์ของอาคารเก่าสุโขทัยไทยมาใช้



วัดเจดีย์เก้ายอด , วัดเจดีย์เอน , วัดเขาใหญ่ 2
เป็นวัดสร้างอยู่บนสันเขาวัสดุที่ใช้เป็นศิลาแลงและการก่ออิฐ เป็นวัดที่มีการแก้ปัญหาการสร้างอาคารอยู่บนคอนทัวร์ Step ที่งดงามมีการปรับระดับที่ไม่ทำลายเนินที่มีอยู่ สอดแทรกตัวสถาปัตยกรรมเข้ากับเนินได้อย่างแนบสนิทที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือการวางเสาของวิหารที่วัดเจดีย์เก้ายอดมีก็เล่นระดับไปตามคอนทัวร์ดูแล้วสวยงามน่าสนใจ


อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย
คณะทัวร์ได้มาถึงที่อุทยานในเวลาบ่ายแก่ๆทางเข้าของอุทยานต้องข้ามคลองไปทางด้านข้าง ที่มีการขุดคลอดก็เพราะว่าสมัยก่อนใช้เป็นการป้องกันศัตรู และที่เข้าด้านข้างเพราะ ทำให้ศัตรูเข้าถึงได้ยาก ซึ่งจะทำเป็นกำแพง ๓ ชั้นล้อมรอบเมืองศรีสัชนาลัย คือจะมี น้ำสลับกับกำแพง เรียกว่าตรีบูน

วัดนางพญา
เป็นวัดที่ทำด้วยศิลาแลงสร้างสมัยอโยธยาซึ่งมีวิหารอยู่ข้างหน้าและเจดีย์อยู่ด้านหลัง ตัว มีการฉาบปูนที่ผนังและเปิดช่องเปิดตามตั้งในแบบสุโขทัยแต่ว่าที่วัดนนี้นั้นจะมีการประดับลายที่ผนังด้วย ซึ่งจะเป็นลายที่ม้วนๆ มนๆ เรียกว่า ลาย พฤกษา ซึ่งเป็นวิธีตกแต่งผนัง มีการทำเสานางเลียงเพื่อรับตัวกันสาดนอกอาคาร การสัญจรภายในนั้นจะไปเข้าตรงๆแต่จะเดินหลบๆอ้อมๆซึ่งเป็นการเข้าถึงอีกแบบหนึ่ง ซึ่งหลายๆวัดก็ทำแบบนี้ ผ่านตัววิหารไปก็จะพบกับเจดีย์ทีร่เยอะๆมากอัดแน่นกันเต็มพื้นที่ โดยมีพระปรางค์เป็นประธานอยู่ตรงกลาง




วัดช้างล้อม
เป็นวัดที่มีวิหารโถงอยู่ด้านหน้าซึ่งมีความสูงมากและมาการยกพื้นสูงล้อกับตัวเจดย์ที่ยกสูงที่อยู่ด้านหลัง บริเวณรอบๆเจดีย์ก็จะมีรูปปั้นช้างยืนอยู่รอบๆเต็มไปหมด เมื่อขึ้นไปถึงบานเจดีย์แล้วจะมี corridor รอบๆเจดีย์ทำให้เดินได้รอบเป็นการกั้น Space ใน Space อีกทีหนึ่ง หลังจากนั้นทางคณะทัวร์ก็พากันขึ้นเขากันไป แต่ผมเกิดสะดุดบันไดล้ม ขาเจ็บจึงไม่ได้ขึ้น

ทริป “เก้าวันสี่พันรูป”วันที่๖

วันที่๖(29/07/2553)

ตื่นขึ้นมาด้วยความปวดขา เพราะเมื่อวานไปนวดแผนไทยมา ไม่รู่ว่าเกี่ยวกันรึเปล่า พอทำธุระส่วนตัวเสร็จก็ลงไปหาอะไรกินแล้วซื้อมื้อเที่ยงติดมาอีกเช่นเคยขึ้นรถก็ตีตั๋วนอนอีกแล้วหลับจนถึงจุดแรกที่ต้องแวะของวันนี้ที่ จ.อุตรดิตถ์

บ้านไผ่เขียว ต.ไผ่เขียว

ส่วนใหญ่จะเป็นบ้านไม้มุงด้วยหลังคาสังกะสี ที่น่าสนใจก็คือการใช้ระนาบของฝาผนัง มากั้น Space ต่างๆทำให้เกิดพื้นที่ปิดล้อมที่ทึบบ้างโปร่งบ้าง คล้ายๆกับหมู่บ้านที่สุโขทัยแต่ว่าที่ อุตรดิตถ์ จะมีการเล่น façade ของซี่ไม้ให้ความสวยงามไปอีกแบบ



วัดดอนสัก
                คณะทัวร์ได้พักกินมื้อเที่ยงที่นี่และได้ถือโอกาสทำบุญถวายหลอดไฟพรรษาเนื่องในวันเข้าพรรษาที่วัดนี้เลย หลังจากกินมือ้เที่ยงและทำบุญเสร็จแล้วคณะทัวร์ก็ออกไปถ่ายรูปกัน
                วัดดอนสักมีวิหารที่มีหน้าจั่วและบานประตูไม้แกะสลักที่สวยงามตั้งแต่สมัยอยุธยาซึ่งประตูบานหน้าและบานหลังจะไม่เหมือนกัน ประตูด้านหน้าเป็นประตูบานใหญ่เปิดเพื่อรับแสงเข้าไปในโบสถ์เพื่อให้โบสถ์ไมมืดทึบจนเกินไป ถ้าไม่มีลวดลายที่ประตูและหน้าจั่วจะทำให้ตัวโบสถ์ดูจืดชืด แสดงให้เห็นถึงความคิดของ่างโบราณที่ออกแบบลวดลายมาให้เข้ากับโครงสร้างและสัดส่วนอาคารได้อย่างลงตัว

หมู่บ้าน .ลับแล
                โดยทั่วไปแล้วจะเหมือนหมู่บ้านที่ บ้านไผ่เขียว ต.ไผ่เขียว ที่ได้ไปดูมาเมื่อเช้า ซึ่งจะเป็นบ้านไม้มุงด้วยหลังคาสังกะสี ที่น่าสนใจก็คือการใช้ระนาบของฝาผนัง มากั้น Space ต่างๆทำให้เกิดพื้นที่ปิดล้อมที่ทึบบ้างโปร่งบ้าง มีการเล่นเส้นสายของวัสดุได้อย่าหน้าสนใจ และมีการปลูดพืชให้สอดแทรกกับตัวลานบ้านได้อย่างร่มรื่น

วัดท้องลับแล
            เดินไปถึงหน้าวัดฝนก็ตกมาอย่างหนักจึงต้องหาที่หลบกัน เลยเข้าไปหลบในศาลาหน้าวัด ไม่ได้เขจ้าไปถ่ายในวัดเลย แต่ที่วัดนี้มีศาลาลอยน้ำอยู่ที่บริเวณหน้าวัดลักษณะสถาปัตยกรรมจะคล้ายๆกับเรือนไทยสมัยสุโขทัย และมีการประดับตกแต่งที่ตะเข้สันและชายคาอย่างสวยงาม เมื่อฝนหยุดแล้วก็เดินถ่ายบ้านแถวๆนั้นอีก - หลังแล้วก็กลัที่พักที่สุโขทัย